บทที่ 8 การดีดนิ้ว P สายเปล่า
การดีดนิ้ว P นั้น ลักษณะของการวางแขนและมือขวานั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ยกนิ้ว P ขึ้นแล้วดีดสายลงไปเท่านั้น
การยกนิ้ว P ขึ้นนี้ ให้ยกขึ้นตามธรรมชาติ จะตรวจพิจารณาความเป็นธรรมชาติของนิ้ว P เปรียบเทียบกับการปล่อยข้อมือขวาห้อยลงสบาย
1. ปล่อยมือขวาห้อยลงสบาย ๆ 2. ยกนิ้ว P ขึ้น
 
    ด้านตรง ด้านข้าง
3. ปล่อยนิ้ว P ลง      
หัวข้อที่ 3 นี้ ก็เหมือนหัวข้อที่ 1 นั่นเอง การปล่อยมือเราห้อยลงกับการวางมือแตะลงบนสายกีตาร์นั้นลักษณะการทำของของนิ้ว P ไม่ได้แตกต่างกันเลยแม้แต่น้อย
4. ปล่อยมือขวาห้อยลงสบาย ๆ 5. ยกนิ้ว P ขึ้น
  วางมือแตะลงบนสายกีตาร์   ยกนิ้ว P ขึ้นจากสายกีตาร์
6. วางนิ้ว P ลง      
   
  วางนิ้ว P ลงบนสายกีตาร์    
จากการเปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนนี้ ยังไม่มีการดีดเกิดขึ้น คือเป็นเพียงให้เข้าใจ การทำงานหรือการเคลื่อนนิ้ว P ให้เป็นธรรมชาติ ซึ่งถ้าผู้ฝึกฝนลองทำตามดู จะรู้สึกได้ทันทีว่านิ้ว P ที่ยกขึ้นนั้น ยกขึ้นจริงไม่ใช่ดึง ถ่างหรือแยกออกแต่อย่างใด คราวนี้ลองพิจารณาดูลักษณะการทำงานที่ไม่ถูกต้องดู
7. ปล่อยมือขวาห้อยลงสบาย ๆ 8. ยกนิ้ว P ขึ้น (แต่ยกไม่ถูกต้อง เลยกลายเป็นดึงแยกออกข้าง ๆ เหนือพื้น)
 
    ด้านตรง ด้านข้าง
    พิจารณาให้ดีจะพบว่าเกิดอาหารเกร็งขึ้นบริเวณโคนนิ้ว P
9. วางนิ้ว P ลง      
 
เปรียบเทียบกับการวางบนสายกีตาร์
10. ปล่อยมือขวาห้อยลงสบาย ๆ 11. ยกนิ้ว P ขึ้น ( แบบไม่ถูกต้อง)
  วางมือขวาแตะลงบนสายกีตาร์ การยกนิ้ว P แบบนี้จะรู้สึกตึงที่บริเวณโคนนิ้ว ยกนิ้ว P ขึ้นจากสายกีตาร์ (แบบไม่ถูกต้อง)
12. วางนิ้ว P ลง  
   
  วางนิ้ว P ลงบนสายกีตาร์    
ขั้นตอนการทำงานของนิ้ว P ทั้งการปล่อยลงสบาย ๆ และ การวางมือลงบนสายกีตาร์นั้น จะแตกต่างกัน เมื่อเกิดการดีด คือ ดีดสายแต่ไม่ใช่วางบนสาย แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น รูปแบบของนิ้ว P ก็มีรากฐานมาจากรูปลักษณะที่เป็นธรรมชาติจากการวางลงบนสายนี่เอง แต่คราวนี้แทนที่จะวางให้ดีดเลย คือผ่านลงไปเลย อย่าให้วางก่อนแล้วดึงลงไป หรือเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นคือ ขณะที่ยกนิ้ว P ขึ้นนั้นเปรียบเสมือนการเตรียมดีด และจากนิ้ว P ที่ยกขึ้นนั้นให้ดีดลงไปที่สายที่ต้องการ โดยไม่มีการวางแล้วดึงลงนั่นเอง
   
หากปฏิบัติขั้นตอนต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว แขนขวาทั้งแขนไม่ว่าจะเป็น นิ้วมือ,มือ,ข้อมือ,แขน ตลอดจนหัวไหล่ จะรู้สึกสบาย ๆ ไม่เกร็ง และมีอิสระ มีอำนาจการใช้งานเต็มที่ และมุมเล็บของนิ้ว P ในลักษณะการดีดสายเดียวจะใช้ด้านซ้ายเสมอ
     
ข้อควรระวัง
นิ้ว P ที่ดีต้องใช้ทั้งส่วนที่เป็นนิ้ว อย่างส่วนกลางนิ้วดีด เพราะจะทำให้เกิดอาการเกร็งนิ้ว P จะทดลองดูได้เลยแค่ลองยกนิ้ว P ขึ้นในอากาศ แล้วงอนิ้วลง จะรู้สึกได้เลยว่าเกร็ง ดังนั้นขั้นตอนต่าง ๆ ผู้ฝึกฝนต้องเอาใจใส่ละเอียดละออให้มากที่สุด

การดีดนิ้ว P ต่อเนื่องกัน

นิ้ว P เมื่อดีดต่อ ๆ กันไปนั้น การยกกับการลงดีดจะเป็นแนววงกลม หรือหมุนนิ้ว P ลงไปดีดสายตามที่ต้องการ
กรณีนี้เป็นการดีดนิ้วP ที่ถูกต้องสมบูรณ์ ซึ่งความจริงแล้วการดีดนิ้ว P โดยยกขึ้นแล้วดีดลงไป หรือ หมุนนิ้ว P ลงไปดีดสายนั้น ต่างก็ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติสบาย ๆ ทั้งสิ้น แต่ทำไมต้องใช้ลักษณะการดีดแบบหมุนนิ้ว P เพื่อเป็นแนววงกลม และทำไมการดีดแบบเป็นแนววงกลมนั้นจึงเป็นแบบที่ถูกต้องสมบูรณ์ที่สุด เหตุผลก็คือการดีดแบบยกขึ้นแล้วดีดลงไปนั้น ไม่สามารถจะกระทำรูปแบบการใช้นิ้ว P ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดเสียงรบกวน ตลอดจนการดีดนิ้ว P ต่อเนื่องได้ง่ายกว่า
การดีดแบบวงกลมหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การดีดแบบเป็นแนววงกลมสามารถทำเทคนิคต่าง ๆ
ได้เป็นธรรมชาติกว่าการดีดแบบยกขึ้นแล้วดีดลงนั่นเอง

วิธีดีดนิ้ว P ต่างสายกัน
นิ้ว P โดยปกติแล้วใช้เล่นเป็น Bass (เสียงต่ำสุด) แต่การดีดนิ้ว P นั้นยังต้องสามารถหยุดเสียง Bass ที่ดีดไปก่อน เช่น

ตัวอย่างที่ 15
เมื่อดีดนิ้ว P โน้ตตัว (E) สายที่ 6 นั้น พอดีดโน้ตตัวลา (A) สายที่ 5 หากดีดธรรมดา ๆ แล้ว สังเกตสักนิดจะพบว่าสายที่ 6 ที่ดีดไปก่อนหน้านั้นยังสั่นสะเทือนอยู่หรือยังมีเสียงอยู่ และเกิดเสียงซ้อนกับเสียงสายที่ 5 ฟังแล้วทำให้เกิดความรู้สึกว่าเสียงที่ดีดออกมาไม่สะอาด แจ่มชัด รกหู เพราะเสียงสายที่ 6 ยังไม่ได้หยุด ซึ่งก็จะเป็นไปตลอด หากไม่รู้วิธีดีดนิ้ว P และดีดนิ้ว P ตามวิธีนั้นให้ถูกต้อง
ดังนั้นผู้เขียนจึงได้รวบรวมกฏเกณฑ์ต่าง ๆ ไว้ และขอให้ตั้งใจฝึกกันจริง ๆ อย่าท้อถอยเป็นอันขาด

กฏเกณฑ์การดีดนิ้ว P
1. ดีดนิ้ว P สายเสียงต่ำและตามด้วยนิ้ว P สายเสียงสูง เช่น นิ้ว P ดีดสายที่ 6 และจังหวะต่อไปนิ้ว P ดีดสายที่ 5 ให้ใช้ด้านข้างซ้ายของข้อนิ้วส่วนบนเฉี่ยวหรือแตะสายที่ 6 ให้หยุดสั่นสะเทือน ส่วนของข้อนิ้วขึ้นอยู่กับความยาวและรุปร่างนิ้ว P ของแต่ละคนด้วย
ดีดสายที่ 6 เตรียมดีดสายที่ 5    
นำนิ้ว P ลงมาเตรียมดีดสายที่ 5 โดยหุบพลิกข้อมือเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ง่ายแก่การใช้ด้านข้างซ้ายแตะสายที่ 6
  ดีดสายที่ 6
และหมุนนิ้ว P ขึ้น
  ก่อนนิ้ว P ผ่านสายที่ 5 ให้นำด้านข้างซ้ายแตะสายที่ 6
หมายเหตุ: ขั้นตอนเหล่านี้เมื่อกระทำจริงจะเร็วมาก ต้องฝึกให้ชำนาญ ทำได้จนเป็นนิสัย อย่าให้เกิดการแตะก่อนดีดหรือดีดก่อนแตะ แต่ให้ทุกอย่างพร้อมกัน คือจุดดีดกับจุดแตะให้พร้อมในจังหวะเดียว เพราะมิฉะนั้นแล้วท่วงทำนองจะขาดตอนเป็นช่วง ๆ คือ เสียงจะไม่ต่อเนื่องสนิท
2. เมื่อนิ้ว P ดีดสายเสียงสูงกว่า สายที่นิ้วจะดีดต่อไป เช่นนิ้ว P ดีดสายที่ 5 และจังหวะต่อไปนิ้ว P ดีดสายที่ 6 หากต้องการหยุดเสียงสายที่ 5
ให้ดีดสายที่ 6 แบบพักสาย
ดีดสายที่ 5 ดีดสายที่ 6 แบบพักสาย

3. หากเป็นคอร์ดเดียวกัน ไม่ต้องใช้นิ้ว P หยุดเสียง ยกเว้นในกรณีที่ผู้แต่งต้องการ ดังตัวอย่างที่ 16 และ 17

ตัวอย่างที่ 16
แนว Bass ไม่ต้องใช่นิ้ว P หยุดเสียง เพราะทั้งโน้ตตัวโด (C) และโน้ตตัวมี (E) ในแนว Bass ของคอร์ดเดียวกัน จึงไม่ต้องหยุดเสียงโน้ตตัวโด (C)

ตัวอย่างที่ 17
ตัวอย่างที่ 17 นี้ เอามาจากบทเรียนของ Napoleon Coste ซึ่งแต่งให้นาย Adan จะพบว่าทั้งโน้ตตัวลา (A) และ โน้ตตัวมี (E) ในแนว Bass นั้นอยู่ในคอร์ดเดียวกัน แต่โน้ตตัวลา (A) ผู้แต่งต้องการให้มีค่าเพียงแค่ ? จังหวะ ดังนั้นเมื่อดีดนิ้ว i โน้ตตัวโดตัวที่ 3 ซึ่งตรงกับเครื่องหมายหยุด ?จังหวะให้วางนิ้ว P แตะสาย Bass ให้เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ดีดนิ้ว i เสียง Bass ก็จะหยุด วิธีดีดนิ้ว P ต่างสายกันนี้ ยังต้องใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบด้วย ว่าจะใช้นิ้ว P หยุดเสียงหรือไม่ใช้นิ้ว P หยุดเสียง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความไพเราะของบทเพลง หรือนั่นก็คือ หยุดแล้วไพเราะหรือไม่ให้ใช้การฟังดูก่อนตัดสินใจ และอีกกรณีหนึ่งก็คือ
ถึงแม้รู้อยู่แน่ ๆ ว่าหากนิ้ว P หยุดเสียงแล้ว บทเพลงนั้นจะไพเราะมากแต่ก็ยังอยู่ในความจริงที่ว่า ทำได้หรือไม่อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเล่น Tremolo (การเล่นเสียงซ้ำ) ลองทำดูแล้วลองหยุดแนว Bass ด้วยนิ้ว P จะพบว่า เป็นไปได้หรือทำไม่ได้เพราะจะทำให้แนวทำนองคือ Tremolo นั้นสะดุดขาดช่วง เพราะแนว Bass ซึ่งต้องใช้นิ้ว P พลิกข้อมือหุบลงมาปิดนั้นเป็นเหตุ เมื่อแนวทำนองซึ่งเป็นแนวสำคัญเสียไป แต่แนว Bass แจ่มชัด ก็ไม่เกิดความไพเราะอะไรเลย ตรงกันข้ามหากแนวทำนองเรียบสละสลวยแม้แนว Bass จะรบกวนบ้าง ก็สามารถให้ความไพเราะได้มาก นี่จึงเป็นกฏเกณฑ์ที่แท้จริงก่อนการตัดสินใจ

แบบฝึกหัดดีดนิ้ว P สายเปล่า

แบบฝึกหัดนิ้ว P สายเปล่าประกอบนิ้ว im สายเปล่า

แบบฝึกหัดข้อ 4 นี้ ให้ใช้นิ้ว pim ดีดให้คล่องเสียก่อน แล้วจึงฝึกดีดนิ้ว pmi ให้ทั้ง pim และ pmi นั้นได้ความเร็วเท่ากันความรู้สึกเป็นธรรมชาติไม่เกร็งเท่ากัน