บทที่ 1 ส่วนต่างๆของกีตาร์คลาสสิค
กีตาร์แบ่งเป็นส่วนสำคัญได้ 3 ส่วนคือ
1. ตัวกีตาร์ (BODY)
2. คอกีตาร์ (NECK)
3. หัวกีตาร์ (HEAD)

ตัวกีตาร์

ตัวกีตาร์ มี 4 ด้านคือ
- ด้านหน้า
- ด้านหลัง
- ด้านข้างซ้าย
- ด้านข้างขวา
ด้านหน้า
ส่วนของกีตาร์ทั้ง 4 ด้านนั้น แผ่นหน้าจะเป็นตัวประกอบหลักที่จะทำให้กีตาร์เกิดเสียงก้อง แผ่นหน้านี้เป็นไม้สนหนาประมาณ 2.5 - 4 มิลลิเมตร ประกอบด้วย 2 ส่วนที่เท่ากัน และเรียบเสมอกันตามความยาว รอบๆ แผ่นหน้านี้จะประกอบด้วยส่วนโค้งนูนในแต่ละข้างคือ Upper Bout หรือ Bust (ส่วนโค้งนูนบน) และ Lower Bout หรือ Hip (ส่วนโค้งนูนล่าง) และส่วนโค้งนูนทั้งสองนี้ มีส่วนเว้ากลางตัวกีตาร์แบ่งแยกออกจากกัน ตรงกลางตอนส่วนบน เราจะพบรูกลมๆ ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 8.5 เซนติเมตร เราเรียกรูกลมนี้ว่า Sound Hole ที่ช่องหรือรูกลมนี้จะรักษาระยะความยาวของเสียงไว้ จะเป็นตำแหน่งที่ผู้ผลิตเครื่องดนตรี จะประดับเครื่องตบแต่งรอบๆ ด้วยตัวอักษรไขว้ ประสานกันเป็นลวดลายต่างๆ หรืออาจทำเป็นเส้นต่างๆ บางทีก็ฝังเศษหินหลายๆสีหรืออาจจะฝังมุก และเพชรนิลจินดาเข้าไปด้วย ทั้งนี้แล้วแต่ผู้ผลิตจะประดับตบแต่งเอาตามใจชอบ
ในบางครั้งหากต้องการที่จะเพิ่มเสียงให้หนักแน่นขึ้น ผู้ผลิตบางคนจะติดหลอดโลหะไว้รอบๆรูกลม ภายในตัวกีตาร์เรียกว่า Resonator ตอนกลางตอนล่างของแผ่นหน้าจะพบไม้แผ่นเล็กๆ ยาว 19-20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 3 ซม. เป็นรูปสี่เหลี่ยมุมฉากเรียกว่า สะพาน (Bridge) แผ่นไม้เล็กๆนี้ทำด้วยไม้พะยุง ตรงกลางแผ่นไม้เล็กๆนี้ จะมีร่องยาวๆ เดินตลอดเพื่อแบ่งส่วนสูงนี้ออกเป็น 2 ส่วน (รูปที่ 2)
ตรงส่วนสูงทางด้าน Soundhole จะมีกระดูกหรืองาช้าง (ปัจจุบันนี้เป็นแท่งพลาสติกแข็ง) เล็กๆ ในรูปลักษณะสี่เหลี่ยมมุมฉาก เรียกว่า NUT (รูปที่ 2) Nut นี้มีไว้เพื่อ รองรับสายซึ่งยกขึ้นเหนือแผ่นหน้าของกีตาร์ เพื่อตรึงปลายสายส่วนล่าง เพื่อส่งการสั่นสะเทือนจากสายไปยังตัวกีตาร์ โดยการที่ NUT นี้ จะเป็นตัวส่งสัมผัสกับแผ่นหน้าของกีตาร์ ส่วนล่างของ Bridge มี 6 รู สำหรับผูกปลายสายส่วนล่าง (รูปที่ 2) ซึ่ง Bridge ตามระบบนี้ ประดิษฐ์ขึ้น ใน ค..ศ. 1824 แทนระบบเก่าที่ใช้กัน แผ่นหน้าของกีตาร์ จะมีไม้ยาวเล็กๆ แนบตรึงด้านใต้ เพื่อให้พื้นผิวของแผ่นหน้าแข็งแรงขึ้น และไม้ยาวเล็กๆเหล่านี้ จะทำหน้าที่พยุงแผ่นหน้าไว้ เมื่อสายดึงแผ่นหน้าให้สั่นสะเทือน ไม้ที่นาบไว้นี้ ประกอบขึ้นในที่แรกเป็นไม้สนออสเตรเลีย เล็กๆ 2 แท่งนี้ จะมีแท่งไม้ 2 แท่งเล็กๆ แท่งหนึ่งอยู่ติดตามขวางกับส่วนล่างของ Soundhole ส่วนอีกแท่งหนึ่งอยู่ติดกับส่วนบนของ Soundhole ระหว่างไม้ 2 แท่งเล็กๆ ที่ทะแยงอยู่ข้างๆ ด้านแต่ละด้านของ Soundhole ตรึงเอาไว้ และถ้าหากกีตาร์มี Resonator จะมีไม้ที่บางกว่ามาเสริมในแนวขนาน ไม้ 2 แท่งอีกคู่หนึ่ง จะพบในส่วนล่างของแผ่นหน้า และไม้ 2 อันนี้ จะทำมุมที่จุดตัดของด้านทั้งสองด้าน ในระหว่างไม้ 2 แท่งนี้ และไม้ที่อยู่ด้านล่างของ Soundhole จะประกอบด้วยไม้สนเล็กๆ 7 อัน ที่หนาเท่าๆกัน และเรียบเสมอกัน ไม้เหล่านี้จะวางพาดไปยังไม้ที่อยู่ส่วนล่างของ Soundhole ในวิถีทางแยกถ่างออก ไว้ข้างละ 3 แท่งเท่าๆกัน จากไม้ 2 แท่งที่ทำมุมตัดของด้าน 2 ด้าน ของกีตาร์ ส่วนไม้อันกลางซึ่งยาวที่สุดจะตั้งตรง และยังเป็นไม้ที่แบ่ง 2 ส่วนของแผ่นหน้า ด้านล่างเท่าๆกันอีกด้วย
ด้านหลัง (Backboard หรือ Bottom) ด้านข้าง (SideBoard)
ด้านหลังนี้ทำได้จากไม้ต่อไปนี้
- ไม้พะยุง
- ไม้มะฮอกกานี (Mahogany)
- ไม้ไซเพร็ส (Cypress)
ไม้ไซเพร็สเป็นไม้พันธ์ต้นสนจีน ปลูกตามหลุมฝังศพ และใช้เป็นครื่องแสดงการไว้อาลัย นอกจากไม้ที่กล่าวชื่อมานี้ อาจใช้ไม้อื่นทำก็ได้ แต่ต้องเป็นไม้ที่จำกัดความหนาเป็นพิเศษ แผ่นไม้ด้านหลังนี้ แบ่งออก เป็นสองส่วนที่เท่ากัน และเรียบเสมอกัน
ทำด้วยไม้มีคุณสมบัติแบบเดียวกับไม้ด้านหลัง แผ่นไม้ด้านข้างนี้ กว้างตั้งแต่ 9 - 10 เซนติเมตร เชื่อมกันโดยรอบกับแผ่นหน้า และแผ่นหลังตัวกีตาร์ ด้วยขอบของด้านข้างทั้งสองด้าน ตั้งแต่จุดศูนย์กลางที่สูงที่สุดของส่วนบน ไปจนกระทั่ง ถึงส่วนที่ต่ำที่สุดของส่วนล่าง การเชื่อมด้านข้างทั้งสองด้าน กับแผ่นหน้าและแผ่นหลังนี้ ตรงขอบภายใจจะมีแถบไม้เชื่อมติดอยู่เพื่อให้มั่นคงขึ้น แถบไม้นี้เป็นไม้สนออสเตรเลีย
คอกีตาร์
คอกีตาร์ ทำด้วยไม้ซีดาร์ (เกิดในแอฟริกา และในเอเซียสูงถึง 40 เมตร คล้ายต้นยมหอม) เป็นไม้ตรง ยาว 32.5 เซนติเมตร กว้าง 5 - 6 เซนติเมตร หนา 23 มิลลิเมตร ปลายส่วนล่างจะอยู่ตรงกลาง ส่วนบนของตัวกีตาร์ (ดูรูปที่ 9) คอกีตาร์นี้ ส่วนบนจะเรียบ แต่ข้างใต้จะโค้ง อย่างสม่ำเสมอ และได้สัดส่วน คอกีตาร์จะยึดตัวกีตาร์ไว้ตรงจุดกึ่งกลาง ส่วนบนของกีตาร์ด้วยส่วนโค้ง ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม เรียกว่า Elbow (รูปที่ 3)

ส่วนราบด้านบนของคอกีตาร์จะมีแผ่นไม้มะเกลือหรือไม้เนื้อแข็งอื่นๆ หนา 2-3 มิลลิเมตร ประกบอยู่ แผ่นไม้นี้จะต่อลงมาถึง Sound Hole เลยทีเดียว แผ่นไม้บางๆนี้เรียกว่า Finger Board (รูปที่ 3) ซึ่งจะมี 19 Fret Fret ทั้ง 19 จะอยู่ตามขวาง ของ Finger Board Fret เหล่านี้ทำด้วยเงินหรือโลหะอื่นๆ ซึ่งต้องมีผิวเรียบหรือนูนขึ้นมา อย่างสม่ำเสมอบนผิวที่ราบเรียบของคอกีตาร์ ระยะระหว่าง Fret เล็กนี้ จะคำนวนได้เสียงที่ตามกันมาเป็นระยะครึ่งเสียง ตลอดช่องว่างระหว่าง Fret เรียกว่า Case จากสายเปล่า และช่องที่ 12 ประกอบเป็นคู่ 8 (Octave) กับสายเปล่านั้นๆ Finger Board นี้ ส่วนบน จะมี Nut อีกอันหนึ่ง Nut นี้ สั้นกว่า Nut ที่อยู่บน Bridge และมีรอยบากอยู่ 6 รอยตามขวาง Nut นี้ จะช่วยตรึงสาย 6 สายของกีตาร์ไว้
หัวกีตาร์ ลูกบิด (Pegs หรือ Tuning Machine)
หัวกีตาร์นี้ จะประกอบด้วยไม้ซีดาร์ หรือไม้อื่น ชนิดเดียวกันกับคอกีตาร์ และจะหงายไปด้านหลังเล็กน้อย หัวกีตาร์นี้มีรูหรือช่องไว้ 2 ช่องในแนวยาว (รูปที่ 4) และจะมีแกนของลูกบิด 3 อัน สำหรับสอดผ่าน 2 ช่องนี้ ตัวลูกบิดเป็นส่วนที่เรียบ มีไว้สำหรับให้ใช้นิ้วมือจับหมุน เพื่อให้เกลียวบนล้อหยักทำงาน (หยักแต่ละหยักบนล้อจะเท่ากัน) เพราะฉะนั้น จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับการหมุนให้ถูกวิธีคือ ถ้าต้องการให้เสียงสูงขึ้น ให้หมุนลูกบิดออกจากตัว ในทำนองเดียวกัน ถ้าต้องการให้เสียงต่ำลง ให้หมุนลูกบิดเข้าหาตัว
กีตาร์ที่ใช้กันมากในปัจจุบัน มี 6 สาย 3 สายล่างจะเป็นเอ็น (ปัจจุบันเป็นไนล่อน) ส่วน 3 สายบนจะทำด้วยใหมทอ (คือไหมที่ล้อมรอบด้วยลวดทองแดง หรือลวดเงิน) สำหรับกีตัาร์ ฟลาเมนโก (Flamenco) นั้น ด้านข้างแคบกว่ากีตาร์ทั่วๆ ไป และลูกบิดจะเป็นไม้ ไม่มี Resonator เพื่อรักษาความก้องของเสียง อีกทั้งมีขนาดเล็กกว่ากีตาร์ทั่วๆไป แต่ตกแต่งประดับประดามากกว่า ในปัจจุบันนี้มีลักษณะคล้ายกันมาก แต่เสียงของกีตาร์ฟลาเมนโก จะมีลักษณะคล้ายเสียงของโลหะ และกีตาร์ฟลาเมนโกนี้ ยังมีแผ่นกระดูก . เปลือกไม้บางชนิด หรือวัตถุอื่นๆ ที่คล้ายๆกัน เป็นแผ่นบางๆ อยู่ระหว่าง Bridge กับ Sound Hole ข้างๆสายเล็กหรือสายแรกของกีตาร์ แผ่นแบนๆนี้ มีเอาไว้เพื่อการเคาะเป็นจังหวะของนิ้วมือขวา ซึ่งนิยมเล่นกันในกีตาร์ชนิดนี้